ผ่านเกณฑ์ขึ้นม.4 ดูเกรดบวกทำดี (ข่าวสด)
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6924 ข่าวสดรายวันนาง อ่องจิต เมธยะประภาส ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) เรียนต่อ ม.4 ว่า ที่ประชุม กพฐ. เห็นชอบเกณฑ์คัดเลือกนักเรียน ม.3 เรียนต่อ ม.4 แล้ว ดังนี้ กำหนดให้โรงเรียนที่มีชั้นเรียนในระดับ ม.ปลาย ไม่น้อยกว่า ม.ต้น ต้องรับนักเรียนที่จบ ม.3 ทุกคน เรียนต่อ ม.ปลาย ส่วนโรงเรียนที่มีชั้นเรียน ม.ปลาย น้อยกว่า ม.ต้น ทำให้จำเป็นต้องมีระบบคัดนักเรียนให้เหลือตามจำนวนที่นั่งในระดับ ม.ปลายนั้น ที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้ผลการเรียนเป็นตัวคัดกรองเบื้องต้น แต่บางโรงเรียนตั้งเกณฑ์ไว้สูงเกินไป จึงกำหนดเกณฑ์คัดเลือกว่า ห้ามโรงเรียนตั้งเกณฑ์ผลการเรียนขั้นต่ำไว้เกิน 2.00 หากมีความจำเป็นจริงโรงเรียนสามารถขออนุญาตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ขยับเกณฑ์สูงขึ้นได้ แต่ที่สุดแล้วต้องไม่เกิน 2.5 รวมทั้งรายงานให้ สพฐ.รับทราบด้วย
นางอ่องจิต กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กพฐ. ต้องการให้โรงเรียนคัดเลือกนักเรียนโดยพิจารณาความสามารถด้านอื่นๆ และความประพฤติ ไม่ใช่ตัดสินที่ผลการเรียนอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ในเกณฑ์ใหม่นี้จะกำหนดให้โรงเรียนรับเด็กที่ผลการเรียนไม่ถึงตามเกณฑ์ แต่ถ้าเจ้าตัวมีความสามารถโดดเด่นด้านอื่น หรือมีความประพฤติดี มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย ให้เรียนต่อ ม.4 ได้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวุ่นวาย สพฐ.ได้สั่งการให้ สพท.เตรียมความพร้อม จัดหาที่เรียนให้นักเรียน ม.3 ทุกคนที่ถูกคัดออกจากโรงเรียนเดิม หรือที่ยังไม่มีที่เรียน รวมทั้งเด็กที่ไม่ต้องการเรียนต่อสายสามัญ สพท.ต้องประสานกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่หาที่เรียนรองรับให้ รวมทั้งให้โรงเรียนวางระบบแนะแนวนักเรียนให้ดี เพื่อแนะนำให้เด็กเลือกเรียนต่อตามศักยภาพของตัวเองพร้อมให้ทำความเข้าใจแก่ ผู้ปกครองด้วย ทั้งนี้ ได้เตรียมเสนอเกณฑ์ดังกล่าวให้เลขาธิการ กพฐ. เห็นชอบ เพื่อนำเสนอ รมว.ศึกษาธิการพิจารณาต่อไป
นี้จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของวงการการศึกษาบ้านเรา หากเกิดขึ้นจริง การที่กำหนดให้โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องรับเด็ก ม.3 ของตนทุกคน หากสามารับได้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักให้ดี กว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน
ข้อดีของวิธีการนี้ คงจะเป็นการลดปัญหา เด็กฝาก ซึ่งถือเป็นปัญหาที่กลายเป็น วัฒนธรรม ของไทยไปแล้ว และทำให้เด็กที่ตั้งใจเรียน มีผลการเรียนดีหลายคน เสียโอกาศการเข้าเรียนโรงเรียนที่ตัวเองเลือก นี้คงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ สพฐ. คิดระบบนี้ขึ้นมาก
ข้อเสีย ก็คงทำให้เด็กที่สอบไม่ติดตอน ม.ต้น ก็แทบจะไม่มีสิทธิสอบเข้า ม.ปลายเลย เพราะเหลือที่น้อยมาก เช่น ถ้าตอน ม.ต้น สอบเข้า รร. ประจำจังหวัดไม่ได้ ต้องเรียน รร. เอกชน พอ ม.ปลาย จะสอบเข้า ก็เหลือที่อยู่น้อยนิด อันนี้ก็คงทำให้เด็กเสียโอกาศไม่แพ้กัน
ส่วนการนำ ความดี มาพิจรณานั้น โดยหลักการก็คงจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวัดความดี มันไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน นี้ก็จะเป็นช่องว่างที่ทำให้ เด็กฝาก เข้ามาด้วย
ผลสุดท้ายจะออกมายังไง ก็คงต้องขึ้นอยู่กับ รมว.ศึกษาธิการ จะพิจรณายัไง
ส่วนบรรดา โรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตารอ ด้วยใจระทึก


